เชิญรับชมครับ
 
นั่งทำสองวันสามวัน
 
ขอบคุณเพื่อนสองคน ที่มาช่วยตัดกระดาษด้วยอย่างแรง

วันนี้มาพร้อมกับเรียงความที่แต่งไว้ส่งอาจารย์วิชาภาษาไทยเมื่อต้นๆเทอม =w=

บังเอิญเพิ่งได้คืนมา เห็นว่าบทความน่าจะมีประโยชน์เลยเอามาลงบล็อคให้คนได้อ่านสักนิด

ใครมีความคิดเห็นอะไรยังไง เชิญคอมเมนต์ตามอัธยาศัย แต่ให้มีขอบเขตนะครับ ไม่ได้เอามาลงให้คนไทยทะเลาะกันเอง

______________________________________________________________________________

เมล็ดพันธุ์ความคิด      อนาคตของเด็กไทย

            เยาวชนและเด็กไทยในยุคปัจจุบัน นับว่าเป็นเหล่าอนาคตของชาติที่เต็มไปด้วยความรู้และความสามารถ จะเห็นได้ว่าเด็กในสมัยนี้มีความรู้ในสิ่งต่างๆมากมาย และการแข่งขันที่สูงในวงการการศึกษาไทยนั้น ทำให้เราสามารถบอกได้เลยว่าในอนาคตเด็กไทยจะต้อง เก่งและฉลาดมากกว่าเด็กในยุคนี้เสียอีก แต่ทว่า ทำไม เพราะอะไร ทั้งๆที่เยาชนของชาติต่างก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นส่วนใหญ่อยู่ แต่ในเรื่องของผลงานและพัฒนาเรื่องต่างๆนั้นกลับไม่ค่อยปรากฎออกมาให้เห็นแต่อย่างใด ส่วนตัวของข้าพเจ้าคิดว่าสาเหตุเกิดมาจากสังคมไทยในปัจจุบันโดยเฉพาะการปลูกฝังมาในวัยเด็กและระบบการศึกษาที่มีผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ

           เด็กไทยนั้นมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก แต้ในหลายๆครั้งนั้นกลับถูกการปลูกฝังและค่านิยมของสังคมเป็นสิ่งปิดกั้น จนพวกเขาไม่เห็นความสำคัญหรือประโยชน์ในการที่จะพัฒนาและต่อยอดทักษะหรือความสามารถนั้น ถ้าลองมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนหรืออาจจะแค่หลายๆคนน่าจะเคยถามคำถามบางอย่างกับ บิดา มารดาหรืออาจารย์ทั้งหลายท่าน และบ้างครั้งก็ได้รับคำตอบ บางครั้งก็ไม่ แต่เมื่อได้คำตอบแล้วคำถามที่ธรรมดาๆว่า “ทำไม” ที่เรามักจะถามตามออกมาเมื่อไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นกลับได้รับคำตอบที่น่าอดสูยิ่งนักและยังโดนด่ากลับมาอีกว่า “ถามไปทำไม” “ถามไปแล้วได้อะไร” “ถามอะไรไร้สาระ” “มันก็เป็นของมันอย่างนี้” “รู้แค่นี้ก็พอ” หรือ “ในเมื่อถามแล้วโดนดุแล้วจะถามทำไม” คำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเด็กๆได้อย่างมากจนคาดไม่ถึง เด็กนั้นคือไม้อ่อนเมื่อถูกดัดก็ย่อมงอไปตามแรงดัดและเด็กก็จะจำฝังใจว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรถาม ในเมื่อถามแล้วโดนดุแล้วจะถามไปทำไม และมันยังส่งผลให้เด็กไม่กล้าแสดงออกในสิ่งที่ควรอีกด้วย รวมถึงทำให้เกิดค่านิยมในส่งคมว่าใครที่ทำตัวไม่เหมือนชาวบ้านนั้นเป็นสิ่งไม่ดีเป็นเรื่องที่คนไม่ยอมรับ ซึ่งบางครั้งมันทำให้คนที่นอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ ขาดโอกาส ขาดจุดยืน ขาดการสนับสนุนที่ดี และสุดท้ายผลของมันก็คือไม่เกิดความคิดและการแสดงออกเชิงพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ กลายเป็นคนที่ถูกตีกรอบติดอยู่กับสังคมเดิมสิ่งเดิมๆอยู่ตลอดเวลา ถึงแม่ว่าจะมีความรู้ ความสามารถ ทักษะมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าอนาคตของชาติเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในกำแพงที่เรียกว่าค่านิยมของสังคมละก็ประเทศของเราก็ทำได้แค่รอรับประโยชน์จากคนที่สามารถสร้างประโยชน์ได้เท่านั้น ลองมองดูสถาพของเด็กและวัยรุ่นในสังคมปัจจุบัน นอกจากจะถูกปลูกฝังจากค่านิยมของสังคมจากผู้ใหญ่แล้วฝังลงไปกับค่านิยมจากกลุ่มเยาวชนเองอีกด้วย ทั้งเรื่องแฟชั่น การแสดงออกในทางที่ไม่เหมาะสมความมีสัมมาคารวะ กริยามารยาท และอีกหลายๆอย่าง

           นอกจากนั้นสังคมไทยของเรายังขาดการปลูกฝังถึงสถาพความเป็นอยู่ ลักษณะ ทัรพยากรและแนวโน้มด้านต่างๆในประเทศ ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาการชาติทั้งสิ้นและที่สำคัญการปลูกจิตสำนึกความเป็นไทย โครการหลายโครงการมากมายได้ออกมาสนับสนุนในหลายๆด้านตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นว่าโครการไหนจะประสบความสำเร็จเลยนั้นสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ก็ในเมื่อผู้ที่ตั้งโครงการผู้คนในสังคมที่เป็นแบบอย่าง ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแม้แต่ตัวเองแต่น้อย แล้วเด็กๆของชาติจะสามารถเปลี่ยนค่านิยมได้อย่างไรนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีหลายๆปัจจัยที่ทำให้เด็กๆเยาวชนไทยมีสถาพอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผู้ใหญ่ไม่ควรเป็นคนเลือกว่าอะไรไม่ดีกับเด็ก แต่ควรสอนการเลือกสิ่งต่างๆให้กับเด็กต่างหาก